แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผีญี่ปุ่น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผีญี่ปุ่น แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2557

กัปปะ (Kappa)


กัปปะ
 (Kappa)

                สำหรับสัตว์เร้นลับตอนนี้ก็คือกัปปะครับ หลายคนอาจได้ยินเรื่องราวของมันมาบ้าง ในฐานะตัวละครตัวหนึ่งในการ์ตูนญี่ปุ่น หรือไม่ก็ในนิทานตำนานพื้นบ้านของญี่ปุ่นก็กล่าวถึงเจ้าตัวนี้เหมือนกัน
กัปปะ (แปลว่า"เด็กของแม่น้ำ") นอกจากนี้ยังมีชื่อเรียกของกัปปะแตกต่างกันไปตามท้องถิ่นอีกเช่น คาวัปปะ คาวะวัปปะ การัปปะ นอกจากนี้ยังมีเกทาโร่หรือกาทาโร่ซึ่งแผลงมาจากคาวะทาโร่ และในอีกทฤษฎีหนึ่ง ชิบะเท็น (ชิบะเท็นงุ) ของโคจิก็ถูกนับเป็นอีกสายหนึ่งของกัปปะเช่นกัน
นอกจากนี้กัปปะได้ชื่อว่าเป็น UMA ของญี่ปุ่นอีกตัวหนึ่งที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก(แฮรี่ พอตเตอร์ยังกล่าวถึงเลยคิดดู) และได้รับความนิยมจากชาวญี่ปุ่นเองต่อเนื่องมาเป็นเวลานานที่สุดด้วย เช่นเดียวกับ สึจิโนะโกะ และจนทุกวันนี้ก็ยังมีผู้อ้างว่าเห็นกัปปะตามที่ต่างๆในญี่ปุ่นเป็นจำนวนไม่น้อยทีเดียว แต่รายงานอย่างเป็นทางการไม่ค่อยแพร่หลายนัก เพราะหลายคนไม่ยอมเชื่อเพราะมันเกินจริงไปหน่อย อีกทั้งเดี๋ยวนี้ประเทศญี่ปุ่นเองก็ล้ำโลกไปแล้วทำให้ตำนานพื้นบ้าน หลักฐานเก่าๆ นาๆ ได้ถูกทำลายไปอย่างน่าเสียดาย
               
ในตำนาน กัปปะ เป็นผีญี่ปุ่นชนิดหนึ่ง เป็นผีจำพวกพรายน้ำ ประวัติการกำเนิดไม่เด่นชัด แต่มีข้อสันนิษฐานว่ามีช่างไม้ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง ชื่อ ฮิดาริจินโกโร่ อ้างว่าตุ๊กตาไม้ที่เขาทำโยนลงน้ำ กลายเป็นกัปปะไป หรืออีกตำนานก็เล่าว่า เดิมกัปปะเป็นเทพที่ดูแลแม่น้ำลำคลอง แต่เมื่อมนุษย์เลิกนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กัปปะเลยตกชั้นเป็นเพียงภูตผีธรรมดา หรือทางฝั่งตะวันตกของญี่ปุ่นจะเชื่อว่ากัปปะข้ามมาจากแผ่นดินใหญ่ (ประเทศจีน) หรือฝั่งตะวันออกจะเชื่อว่าเป็นภูติรับใช้ของอาเบะโนะเซย์เมย์ หรือภูติอารักขาของเอ็นโนะโอซึโนะที่แปลงกายมา ในบางที่ มีการมองว่ากัปปะเป็นเทพของแม่น้ำ ซึ่งเมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วง (บางเขตก็จะบอกว่าเป็นฤดูหนาว) ก็จะขึ้นเขากลายเป็นเทพของภูเขา บ้างก็ว่าเป็นเทพประเภทเดียวกับซาชิกิวาราชิ ซึ่งจะมีแต่เด็กเท่านั้นที่มองเห็น(จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ได้มีการบันทึกไว้ในหนังสือ "เหตุการณ์ในอดีต" กล่าวว่ามีคนเคยพบสิ่งมีชีวิตครึ่งบกครึ่งน้ำที่มีลักษณะคล้ายคนเมื่อประมาณ 1,200 ปีก่อน จึงอาจคิดว่าเจ้าตัวนี้ก็คือกัปปะรุ่นบุกเบิกที่ได้มีการค้นพบและบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรของญี่ปุ่นก็ว่าได้)
กัปปะเป็นภูติผีที่ชอบอาศัยอยู่ตามหนองน้ำหรือแหล่งน้ำต่าง ๆ มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกบ ตัวสีเขียว แต่มีกระดองเต่าอยู่ข้างหลัง เท้ามีพังผืดทั้งเท้าหน้าและเท้าหลัง จมูกแหลม ปากแหลมเหมือนนก ผิวเป็นเมือกลื่น อาจมีสีเขียว น้ำเงิน หรือแดง มือก็เป็นผังผืด ที่หลังจะมีกระดองเต่า มีขนดกทั่วตัว แขนขาของกัปปะยาวยืดหยุ่น และได้มีลักษณะศีรษะที่แบนและกลางกระหม่อมไม่มีผม  
นิสัยของกัปปะที่เรารู้กันดี คือ ชอบกินแตงกวา ในฤดูเก็บเกี่ยวแตงกวาของเกษตรกร ที่ญี่ปุ่นจึงมีธรรมเนียมการลอยแตงกวาลงแม่น้ำ เพื่อเซ่นวารีเทพ และทำทานให้ผีอดโซ เป็นที่มาของเรื่องเล่าที่ว่า หากชายใดแก้ผ้าลงเล่นน้ำในแม่น้ำ อาจถูกกัปปะดึงของลับ เพราะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นแตงกวาที่เอามาเซ่น กัปปะมีนิสัยที่ขี้เล่นและอยากรู้อยากเห็น ซึ่งบางครั้งก็เป็นอันตรายกับมนุษย์ ซึ่งมีวิธีแก้ก็คือ ให้เขียนชื่อตัวเอง ลงไปในแตงกวา แล้วขว้างลงไปในแม่น้ำ เมื่อ กัปปะ มาเจอแตงกวานี้เข้าก็จะกินอย่างเอร็ดอร่อย และ ก็จดจำชื่อ ที่อยู่บนแตงกวาด้วย คราวหน้าบังเอิญต้องเจอะเจอเจ้าของชื่อ กัปปะ ก็จะไม่ทำอันตรายอะไร (จากการที่กัปปะชอบแตงกว่านี่เอง ชาวญี่ปุ่นจึงเรียกมากิซูชิ (ซูชิแบบม้วน) ที่ห่อไส้แตงกวาว่า"กัปปะมากิ"
นิสัยของกัปปะอีกอย่างคือมันชอบเล่นซูโม่  ถึงแม้ว่ากัปปะจะมีรูปร่างพอๆกับเด็ก แต่ก็เป็นผีที่เอาชนะได้ยาก แต่จุดอ่อนคือถ้าขึ้นบนบกจะหมดฤทธิ์ จึงใส่น้ำไว้บนศีรษะที่แบนราบของตัวเอง ดังนั้นเมื่อพบเจอกับกัปปะให้ก้มคาราวะ เมื่อกัปปะคาราวะตอบ น้ำบนศีรษะจะหก ทำให้หมดฤทธิ์ และ กัปปะจะก้มตาม ทำให้น้ำกระฉอกออกจากจาน กัปปะจะอ่อนแรงลง และพ่ายแพ้ในที่สุด ซึ่งจะทำให้กัปปะเสียใจอย่างมาก
 
กัปปะมีความอันตรายเช่นเดียวกับผีร้ายอื่นๆ แต่โดยรวมๆแล้วตำนานไม่ได้มองว่ากัปปะเป็นสิ่งชั่วร้ายโดยตรงนัก มีเรื่องเล่าอยู่เสมอๆ ว่ากัปปะเคยหลอกล่อให้คนลงไปในน้ำ มักจะลากม้า หรือเด็กๆลงแม่น้ำจนจมน้ำตาย หากถูกชาวประมงจับได้ มันจะปล่อยตดออกมาป้องกันตัว ซึ่งเหม็นบรรลัย ทั้งยังมีเรื่องเล่าที่ว่า กัปปะจะคอยแอบอยู่แถวๆ ส้วม เมื่อคนเผลอมันจะแกล้งโดยใช้นิ้วสวนทวาร.....
แต่ว่าก็มีกัปปะบางตัวเหมือนกันที่นิสัยดีมีความสุภาพอ่อนน้อมและมีสัมมาคาราวะมาก กัปปะเป็นพรายที่มีความคิด ถ้ารู้สึกผิด มันจะขอโทษโดยการจับปลามาให้ที่หน้าประตูบ้านทุกวัน หรือไม่ก็มอบยาสมุนไพรชั้นเลิศที่มันปรุงขึ้นมาให้ ซึ่งกัปปะมีความเชี่ยวชาญด้านการปรุงยาลี้ลับอย่างมาก
                จับแล้วครับเรื่องตำนาน คราวนี้มาถึงเรื่องตามรอยสัตว์เร้นลับของเราบ้าง
กัปปะที่พูดถึงในฐานะ UMA ก็ถูกแบ่งเป็นสองชนิดตามลักษณการปรากฏตัวในตำนานคือ

-          ประเภทที่เหมือนเต่า
 
กัปปะชนิดนี้จะมีเกล็ดปกคลุมทั่วตัวและมีจงอยปาก บนศีรษะมีจานอยู่ หากจานนี้แตกไป กัปปะก็จะถึงตายได้ บนหลังมีกระดองเหมือนกระดองเต่า มือและเท้ามีพังผืด ชอบกินแตงกวา

-          
ประเภทที่เหมือนลิง
 
มีขนปกคลุมทั่วตัวมีเขี้ยว จมูกมีรูปร่างไม่ชัดเจน บนศีรษะมีรอยบุ๋มอยู่และกัปปะจะหล่อน้ำไว้ในรอยบุ๋มนี้ หากน้ำแห้งไป กัปปะก็จะตาย (บ้างก็ว่า กัปปะเอาจานวางบนหัวเพื่อกันน้ำไม่ให้ระเหยแห้งไป) มือมีนิ้วหัวแม่โป้งและเท้าก็มีส้น ชอบเล่นซูโม่และมักจะมาท้าแข่งกับเด็กๆ จากรูปที่พบจะเห็นว่ามีทั้งกัปปะที่มีกระดองและไม่มีกระดอง จึงสันนิษฐานได้ว่ากระดองไม่ใช่ส่วนหนึ่งของร่างกาย แต่เป็นเครื่องมือที่ชวยในการลอยตัวในน้ำ เนื่องจากกัปปะเด็กจะมีกระดอง แต่กัปปะที่โตแล้วจะไม่มี (บางครั้งจะพบเป็นรูปกัปปะที่ใส่เสื้อฟางแทนกระดอง)
 
ส่วนรายงานการพบเห็น มีการอ้างว่าพบเห็นกัปปะเป็นจำนวนมากจนถึงสมัยเอโดะซึ่งหลังจากนั้นก็น้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งสันนิษฐานว่ากัปปะอาจจะกำลังจะสูญพันธุ์เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปก็เป็นได้
ส่วนรายงานล่าสุดเท่าที่มีการบันทึกไว้คือ ที่ เกาะทสึชิมะในจังหวัดนางาซากิ กลางดึกคืนหนึ่งในเดือนสิงหาคม 1984 ขณะที่ ชิโรซากิ ริวซากุ อายุ 71 ปี กำลังเดินกลับบ้านของตน เขาก็ได้สังเกตุเห็นสิ่งมีชิวิตประเภทหนึ่งซึ่งมีความสูงประมาณ เมตร แขนขายาวเดินสวนทางมา
สิ่งมีชีวิตดังกล่าวมีศีรษะค่อนข้างโต และทุกย่างก้าวที่เจ้าตัวประหลาดเดินเข้ามาก็จะมีฝีเท้ากร็อบแกร็บๆ น่าขนลุก
ในตอนแรกชิโรซากิเองก็ไม่ได้นึกว่าสิ่งที่ตนเห็นเป็นกัปปะหรือสัตว์ประหลาด เมื่อทั้งคู่เดินมาจนถึงระยะที่ต่างคนต่างเห็นตัวกันจนถึงระยะที่ต่างคนต่างเห็นตัวกันอย่างชัดเจน ปรากฏว่าเจ้าสัตว์ประหลาดดังกล่าวเกิดตกใจรีบตาลีตาเหลือกวิ่งหนีลงแม่น้ำไปทันควัน
รุ่งขึ้น นายชิโรซากิได้กลับไปที่เกิดเหตุพร้อมกับตำรวจอีกครั้ง เพื่อพิสูจน์ว่าเขาไม่ได้เมาหรือตาฝาดไป ตำรวจก็ได้ตรวจพบรอยเท้าพร้อมเมือกใสๆ ติดอยู่และได้ทำการเก็บตัวอย่างไปวิเคราะห์ เพียงข้ามคืนเดียว ข่าวการพบกัปปะก็ถูกแพร่สะพัดและถูกกล่าวขวัญไปทั่วเกาะญี่ปุ่น แต่ก็ไม่มีใครกล้ายืนยันเพราะขาดหลักฐานเพียงพอ
เพราะไม่มีหลักฐานเพียงพอนี้แหละครับ ทำให้รายการการพบเห็นกัปปะเลยน้อยเหลือเกิน

แล้วมันคือตัวอะไรกันแน่?

               จริงอยู่ว่า หลายคนได้ยินข่าวว่ามีการพบมัมมี่ของกัปปะอยู่ตามที่ต่างๆทั่วประเทศญี่ปุ่น แต่ก็ยังไม่มีการนำไปพิสูจน์กันอย่างจริงจังนักว่าเป็นของจริงหรือไม่ เนื่องจากผู้เก็บรักษาส่วนใหญ่มักจะกล่าวว่า ตัวเองไม่ได้ใส่ใจว่านี่คือของจริงหรือเปล่า ความสำคัญของมัมมี่เหล่านี้อยู่ที่ว่ามันเป็นสมบัติสืบทอดมาจากบรรพบุรุษของพวกเขามากกว่า หรือไม่ก็ที่ไม่นำมาพิสูจน์นั้นเป็นเพราะรู้อยู่แล้วว่าเป็นของปลอม ซึ่งส่วนมากถูกทำขึ้นในสมัยเอโดะนี่เอง(ถือว่าเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง) วิธีทำก็ง่ายๆ เอาซากลิง เต่า นก ปลา มารวมกันแล้วตากแห้งก็เรียบร้อยแล้ว
ใครอยากเห็นซากกัปปะแน่นำไปดูพิพิธภัณฑ์ของแปลกที่ญี่ปุ่นหรือตามวัดที่มีข่าวพบซากกัปปะ(พร้อมซากเงือก) ได้ครับ(แต่จังหวัดไหนไม่รู้นะ)
   
-          ในเมื่อไม่มีใครมาตรวจสอบ เราก็ได้แต่สันนิษฐานไปต่างๆ นาๆ เช่น
-          กัปปะเต่าพันธุ์ใหม่ มีการตั้งสมมติฐานจากกระดองบนหลังว่า กัปปะชนิดนี้อาจจะเป็นเต่าพันธุ์ที่ยังไม่มีการค้นพบก็เป็นได้
-          อาจเป็นแค่ภูต ผี ปีศาจ
-          กัปปะชนิดนี้อาจเป็นสัตว์ในตระกูลลิงที่อยู่ในสายการวิวัฒนาการจากลิงไปเป็นมนุษย์ก็เป็นได้
-          นากแม่น้ำ (อาจจะเป็นสัตว์พันธุ์ใหม่ ไม่ก็ผู้พบเห็นมองพลาดไป)
-          คนที่พบกัปปะอาจจะเมาหรือตาฝาดเห็นสัตว์จำพวกสุนัขจิ้งจอกหรือพวกกิ้งก่าน้ำ

แต่ที่เหลือเชื่อไปหน่อยก็คือทฤษฏีที่ว่ากัปปะเป็น มนุษย์ต่างดาว!! เหตุผลอีกประการหนึ่งซึ่งช่วยสนับสนุนความคิดนี้ก็คือ ซากเอเลี่ยนที่ถูกพบพร้อมกับ UFO ในปี 1947 ซึ่งรูปพรรณสัณฐานเหมือนกับกัปปะของญี่ปุ่นโดยเฉพาะบริเวณมือและเท้าที่เป็นแผงเหมือนเป็ด และเมื่อนำมาเทียบเคียงกับเอเลี่ยนที่เคยถูกพบเห็นในอเมริกา จะเห็นว่าความสูงและรูปร่างจะคล้ายๆกับกัปปะอยู่มาก
 
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม แม้หลายคนจะไม่รู้ว่ากัปปะมีตัวจริงหรือเปล่า แต่ทุกวันนี้มันก็กลายมาเป็นคาแรคเตอร์อย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และมักถูกยกขึ้นเป็นสัญลักษณ์ของการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมทางน้ำอีกด้วย

สำหรับเรื่องกัปปะผมก็มีข้อมูลเพียงแค่นี้ครับท่าน


(ก่อนจบ มักมีการแทนรูปของซัวเจ๋งใน"ไซอิ๋ว"เป็นกัปปะก็จริง แต่ในความจริงแล้ว ซัวเจ๋งตามต้นฉบับเป็น"ชายร่างใหญ่ที่อาศัยอยู่ริมน้ำ" ในขณะที่กัปปะมีขนาดตัวไม่ใหญ่มาก อย่างใหญ่ที่สุดก็มีส่วนสูงเพียง 140 เซนติเมตรเท่านั้นเอง)

วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ผีญี่ปุ่นในตำนานโบราณ


ผีญี่ปุ่นในตำนานโบราณ ภาค2

ผีญี่ปุ่นในตำนานโบราณ ภาค2?

11. สาวปากฉีก ?มีปากฉีกถึงใบหู มักสวมผ้าคลุมหน้า แล้วถามเหยื่อว่าฉันสวยมั๊ย??
สาวปากฉีก หรือ คุชิซาเกะอนนะ เป็นผีญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงอีกตนหนึ่ง ลักษณะของสาวปากฉีกคือ ปากจะฉีกถึงใบหู เรื่องเล่าของสาวปากฉีกมีทั้งฉบับดั้งเดิมกับฉบับปัจจุบัน ตำนานสาวปากฉีกในสมัยเฮอันเล่ามาว่า มีหญิงสาวที่งดงามยิ่งนัก ไม่เป็นรองใครในแผ่นดิน เป็นภรรยาของซามูไรที่มีชื่อเสียง แต่โชคร้ายที่สามีของเธอ สงสัยว่าเธอจะไปมีชู้ ด้วยความโกรธจึงใช้ดาบคาตานะ ตัดปากของเธอจนฉีกถึงใบหู เพื่อทำลายความงามของเธอ พร้อมทั้งถากถางว่า อย่างนี้แล้วใครจะคิดว่าเธองดงามอีก?

สาวปากฉีกเมื่อตายไปจึงกลายเป็นวิญญาณพยาบาท มีพฤติกรรมที่น่ากลัว คือ มักจะยืนอยู่ตรงริมถนน ในช่วงเย็นๆถึงค่ำ ในวันที่หมอกลง และจะสวมผ้าปิดปากไว้ พอใครเดินผ่านมาจะเข้าไปทัก แล้วถามว่า ฉันสวยมั๊ย? ถ้าตอบกลับไปว่าก็สวยนิ แล้วสาวปากฉีกจะถอดผ้าปิดปากออก แล้วถามอีกครั้งว่า แล้วแบบนี้ละ? เหยื่อที่เห็นใบหน้าที่แท้จริงของสาวปากฉีก ถ้าตกใจแล้วพยายามวิ่งหนี สาวปากฉีกจะวิ่งไล่ และหนียังไงก็หนีไม่พ้น สาวปากฉีกจะเล่นงานเหยื่อโดยจะตัดให้ปากฉีกเหมือนเธอ เชื่อกันว่าหากถูกสาวปากฉีกวิ่งไล่ให้โยนขนมหวานชื่อดัง จะดึงความสนใจสาวปากฉีกไปที่อื่นได้ และยังมีเรื่องเล่าต่อเนื่องในการตอบคำถามของเธอครั้งที่สอง หากตอบว่าไม่สวยเธอก็จะวิ่งไล่และเล่นงาน แต่หากตอบว่า ก็ดูปกติดีนี่ ก็สวยดีนี่ สาวปากฉีกจะพอใจและไม่ทำร้ายเหยื่อ แล้วจากไปแต่โดยดี?

สาวปากฉีกจะเป็นอันตรายกับมนุษย์หรือไม่ แล้วแต่สถานการณ์ เธอมีความรวดเร็วสูง และใช้มนต์มายาได้เล็กน้อย ชื่นชอบเวลาได้รับคำชม หรือรู้สึกว่าตัวเองสวย เกลียดคนที่พูดโกหก และคนที่กลัวเธอ?
ผีญี่ปุ่นในตำนานโบราณ ภาค2
ผีญี่ปุ่นในตำนานโบราณ ภาค2
12.?อามิคิริ ?ภูตตัดตาข่ายหรือ อามิคิริมีลักษณะคล้ายกุ้งผสมกับงู
ส่วนมากมีขนาดตัวค่อนข้างเล็ก ในสมัยก่อนตาข่ายดักยุง เป็นสิ่งเดียวที่จะใช้ป้องกันจากยุงในเวลาค่ำคืน ตอนรุ่งเช้าผู้คนจะพบว่าตาข่ายกลับขาดเป็นรู จึงเกิดเป็นเรื่องเล่าของอามิคิริขึ้นมา ซึ่งมันจะมีพฤติกรรมชอบตัดตาข่ายอามิคิริ จัดอยู่ในประเภทพรายน้ำ เป็นภูตที่รักสงบ แต่สร้างความรำคาญให้มนุษย์ในบางครั้ง ไม่เป็นอันตรายกับมนุษย์ ไม่ค่อยชอบให้ใครพบเห็นตัวมันนัก แต่สามารถบินในอากาศได้เหมือนกับว่ายน้ำ
เมื่ออยู่ในน้ำมันมักจะตัดตาข่าย หรือแหของขาวประมงที่ขวางทาง อามิคิริชอบอยู่ในน้ำมากกว่าบนบก นอกจากนั้นยังมีเรื่องเล่าที่ว่า มันชอบตัดเสื้อผ้าที่ตากไว้ให้เป็นรูอีกด้วย มักจะพบเรื่องเล่าเกี่ยวกับอามิคิริในน้ำมากกว่าบนบก และมักเกี่ยวข้องกับชาวประมง อามิคิริสามารถว่ายน้ำได้อย่างรวดเร็ว สามารถแปลงกายเพื่อขึ้นบกได้เป็นเวลาสั้นๆ และใช้มนต์มายาได้เล็กน้อย?
ผีญี่ปุ่นในตำนานโบราณ ภาค2
ผีญี่ปุ่นในตำนานโบราณ ภาค2
13.?โอคิคุ?เป็นผีที่สิงในบ่อน้ำ จะออกมานับจานใบที่ 1 จานใบที่ 2… จนถึงใบที่ 9 แล้วร้องไห้?
ผีนับจาน หรือ ซารายาชิกิ??หรือ โอคิคุ เป็นเรื่องเล่าของวิญญาณที่จะออกมาจากบ่อเก็บน้ำ และเริ่มนับจานตั้งแต่ 1 ใบจนถึง 9 ใบ แล้วจะร้องไห้อย่างหัวใจสลาย ซึ่งที่มาก่อนที่โอคิคุจะกลายเป็นผีนั้นมีหลายเรื่องเล่า บางเรื่องกล่าวว่าโอคิคุทำจานของเจ้านายแตก เจ้านายโมโหมากจึงฆ่าโอคิคุทิ้งแล้วเอาศพทิ้งลงบ่อน้ำ?

เรื่องเล่าที่มีชื่อเสียงของโอคิคุมีที่มาจาก เธอเป็นสาวใช้ของอาโอยาม่า ผู้ที่หวังจะโค่นล้มอำนาจของเจ้าเมือง โอคิคุบังเอิญไปได้ยินแผนการเข้า เธอจึงไปเล่าให้คนรักของเธอฟัง ซึ่งคนรักของเธอเป็นทหารเจ้าเมือง แผนการของอาโอยาม่าจึงถูกเปิดโปงและล้มเหลวในที่สุด เมื่ออาโอยาม่ารู้ว่าโอคิคุเป็นคนแอบได้ยินเรื่องแผนการ เป็นต้นเหตุทีทำให้แผนล้มเหลว อาโอยาม่าจึงวางแผนจะสังหารเธอซะ อาโอยาม่าจึงใส่ความโอคิคุว่า เธอขโมยจานที่ล้ำค่าไป 1 ใบซึ่งในชุดจานนั้นจะมี 10 ใบด้วยกัน โอคิคุถูกทรมานจนตาย และถูกทิ้งศพลงบ่อน้ำ?

บ่อน้ำของโอคิคุสันนิษฐานว่าอยู่ที่ปราสาทฮิเมจิ แต่ก็มีที่อ้างถึงอีกแห่ง คือ บ่อน้ำของสวนในสถานทูตประเทศแคนาดาที่โตเกียว ซึ่งเดิมทีเป็นที่ดินของตระกูลอาโอยาม่า?
ผีญี่ปุ่นในตำนานโบราณ ภาค2
ผีญี่ปุ่นในตำนานโบราณ ภาค2
14.?โดโรทาโบะ
โดโรทาโบะมีเรื่องเล่ามาว่า เดิมทีวิญญาณตนนี้เคยเป็นชาวนาที่ยากจน แต่ว่าขยันขันแข็ง เกิดอยู่ในยุคข้างยากหมากแพง และมีการเก็บภาษีอย่างไม่เป็นธรรมจากเจ้าเมือง ซึ่งเกษตรกรเหล่านี้ มักต้องแบกภาระทั้งหมด ชาวนาคนนี้พยายามเตรียมดินเพื่อทำการเพาะปลูก เขาไม่สนใจอะไรมากไปกว่าไร่นาของเขา ที่จะเจริญงอกงามได้ดีเพียงใด แต่ว่ายังไม่ทันได้ปลูกเขาก็ล้มป่วย และเสียชีวิตลง
ลูกชายของเขาเป้นคนเกียจคร้าน เอาแต่ดื่มเหล้า ไม่ยอมสานต่อการทำไร่นาที่พ่อรักมาก จึงได้ปล่อยทิ้งร้าง จนกระทั่งต้องขายที่ดินไป วิญญาณพ่อที่ตายไปจึงไม่สงบ กลายเป็นโดโรทาโบะ ซึ่งมีร่างกายเป็นโคลน ในวันที่มีแแสงจันทร์ส่อง พวกชาวนาเสียงคร่ำครวญมากจากไร่นาไกลๆ มันเป็นเสียงของโดโรทาโบะต้องการที่ดินอันเป็นที่นักยิ่งของเขาคืน
ผีญี่ปุ่นในตำนานโบราณ ภาค2
ผีญี่ปุ่นในตำนานโบราณ ภาค2
15.?โคโนกิจีจี้
?เรื่องเล่ามีว่า ผีตนนี้จะแปลงเป็นเด็กทารกที่ถูกทิ้งร้องไห้อยู่ที่ข้างทาง เมื่อคนที่เดินผ่านมาเข้ามาอุ้ม จะตกใจเมื่อเห็นใบหน้าเป็นตาแก่ ทั้งยังน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างมาก จนยากที่จะถือไว้ได้ อีกทั้งโดยปกติคนจะตกใจเมื่อเห็นหน้าตา และจะทิ้งลงทันที เมื่อปีศาจทารกเฒ่าตกลงพื้น ก็จะหายไป ทิ้งไว้แต่เสียงหัวเราะ และผู้ที่งุนงงกับเหตุการณ์ที่ได้เจอกับผีตนนี้ บางเรื่องเล่าก็กล่าวว่า หากผู้ใดไม่ตกใจกับใบหน้าของปีศาจทารกเฒ่า และพยายามอุ้มไว้ให้ได้โดยไม่ปล่อยทิ้งลงพื้นสำเร็จ จะได้รับพรพิเศษจากปีศาจทารกเฒ่า?
ผีญี่ปุ่นในตำนานโบราณ ภาค2
ผีญี่ปุ่นในตำนานโบราณ ภาค2
16.?อิทซึมาเด็น
อิทซึมาเด็น ตำนานมีอยู่ว่า ฤดูใบไม้ร่วงปี 1334 นกประหลาดนี้ก็ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้ายามค่ำคืน หายใจเป็นไฟและส่งเสียงร่ำไห้อย่างน่าเวทนาว่า kItsumademo! Itsumademo! อีกนานเท่าไหร่ อีกนานเท่าไหร่ ซึ่งสร้างความรำคาญใจ ให้กับผู้ที่ได้ยินเสียงคร่ำครวญนี้ เจ้าเมืองจึงได้สั่งให้นั้กธนูที่แม่นยำ สอยนกประหลาดนี่ลงมาซะ
เมื่อนกนี่ถูกยิงตก ปรากฏว่ามันมีลักษณะคล้ายกับคิเมร่า ตัวเป็นงู หน้าเหมือนคน มีเล็บที่แหลมคม มีปีกกว้างประมาณ 5 เมตร ซึ่งช่วงเวลาที่พยนกประหลาดยี้ เป็นช่วงที่กาฬโรคระบาด ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก ศพของผู้ที่ป่วยตายจำนวนมาก ถูกฝังทิ้งไว้ที่กำแพงเมืองรวมๆ กัน ราวกับว่าเป็นขยะ และไม่ได้ทำพิธีกรรมส่งวิญญาณ อีกทั้งยังมีเรื่องเล่าที่ว่า เหล่าผู้ที่อดอยากจนกระทั่งตายไป จะกลายเป็นนกปีศาจคร่ำครวญ ตามล่าผู้ที่ทอดทิ้งตน และร่ำไห้ตลอดเวลาว่า อีกนานเท่าใด อีกนานเท่าใด จะทอดทิ้งเราอีกนานเท่าใด?
ผีญี่ปุ่นในตำนานโบราณ ภาค2
ผีญี่ปุ่นในตำนานโบราณ ภาค2
17.?เท็นโจนาเมะ
?เรื่องเล่าของผีชนิดนี้เล่าว่า เท็นโจนาเมะเป็นเป็นผีที่มีลิ้นที่ยาว มีนิสัยชอบเลียคราบ และสิ่งสกปรกที่อยู่ตามฝ้าเพดาน มักจะปรากฏตัวในตอนที่ไม่มีคนอยู่ เป็นผีไม่ชอบให้ใครเห็นตัวที่คล้ายกับอะคานาเมะ จึงไม่ค่อยมีเรื่องเล่าที่ว่ามีคนพบเห็นผีประเภทนี้ แต่สัณนิษฐานว่า เท็นโจนาเมะเป็นผีที่ตัวสูงและมีลิ้นที่ยาว เพราะสามารถเลียได้ถึงเพดาน
จึงมีเรื่องเล่าที่ว่ารอยเปื้อนที่ฝ้าเพดาน อาจเป็นรอยที่เท็นโจนาเมะเลียไว้ก็ได้ แต่บางเรื่องเล่าก็ค้านว่า เท็นโจนาเมะเป็นผีที่คอยลดรอยคราบบนเพดานต่างหาก เท็นโจนาเมะไม่ใช่ผีที่น่ากลัว มีเรื่องเล่าที่ว่า มีซามูไรคนหนึ่งสามารถจับเท็นโจนาเมะได้ จึงขังไว้ในปราสาทของเขา เพื่อให้เท็นโจนาเมะทำความสะอาดใยแมงมุม ตามที่สูงๆในปราสาทของตน?
สิ่งเท็นโจนาเมะหวาดกลัวมากที่สุดก็คือไฟ จึงมีเรื่องเล่าอีกเรื่องว่าเท็นโจนาเมะจะคอยเลียที่ต่างๆ ตามบ้าน เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีสิ่งใดติดไฟ ถ้ามีแสงสว่างแม้เพียงนิดเดียว เท็นโจนาเมะจะหนีไปทันที?
ผีญี่ปุ่นในตำนานโบราณ ภาค2
ผีญี่ปุ่นในตำนานโบราณ ภาค2
18.?เคระเคระอนนะ
?เรื่องเล่าที่มาของสาวหัวเราะ มีตำนานมาจากสมัยเอโดะ มีหญิงงามคนหนึ่งที่มักจะคอยสร้างเสียงหัวเราะให้กับคนรอบข้าง ทำให้ผู้คนมีความสุขด้วยเสียงหัวเราะ และมุขตลกที่เป็นเอกลักษณ์ของเธอที่ยากจะมีใครเลียนแบบได้ สาวหัวเราะเมื่อเป็นผี มักจะปปรากฏตัวเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ในที่ใดก็ได้ เพื่อสร้างเสียงหัวเราะให้กับคนที่ได้พบเธอ บางครั้งเธอจะปรากฏตัวในลักษณะที่มีหัวที่โตผิดปกติ แต่ตัวลีบนิดเดียว ซึ่งสาวหัวเราะสามารถปรับเปลี่ยนรูปร่าง ให้มีรูปร่างและขนาดแปลกๆ ได้ตามที่ต้องการ ซึ่งสาวหัวเราะจะทำทุกวิถีทาง เพื่อให้คนที่พบเห็นเธอหัวเราะออกมาให้ได้
สาวหัวเราะมักจะเลือกปรากฏตัวให้คนที่มักไม่มีความสุข หรือไม่เคยเผยรอยยิ้มให้ใครเห็น เพื่อให้กำลังใจคนเหล่านั้น ซึ่งคนที่ได้พบกับสาวหัวเราะ จะจดจำเธอได้ไม่ลืม และทุกครั้งที่เจอเธอ จะไม่มีมุขซ้ำ?
เรื่องเล่าอีกเรื่องของสาวหัวเราะ คือ ในยามค่ำคืนผู้คนที่เดินทางในที่เปลี่ยว จะเห็นสาวร่างมหึมา ที่มีเสียงหัวเราะดังก้องกังวาลไปทั่วทั้งแผ่นฟ้า คนที่ตกใจแม้ว่าจะพยายามหนีไปทางไหน เสียงนั้นก็จะตามเข้ามาใกล้ทุกทีๆ?
ผีญี่ปุ่นในตำนานโบราณ ภาค2
ผีญี่ปุ่นในตำนานโบราณ ภาค2
19.?ฟุทาคุชิอนนะ สาวสองปาก
เป็นผู้หญิงที่ต้องคำสาป ทำให้กลายเป็นครึ่งคนครึ่งผี เช่นเดียวกับสาวคอยาว ลักษณะเด่นคือ จะมีปากอยู่ที่ด้านหลังของคออีกหนึ่งปาก กะโหลกจะเปิดออก กลายเป็นปากมีฟันและลิ้น ซึ่งไม่สามารถควบคุมปากด้านหลังนี้ได้ มันจะหาอาหารที่ใกล้ตัวกินเอง โดยใช้เส้นผมที่ยาวของผู้หญิงคนที่ต้องคำสาปนั้นแทนมือ ซึ่งหากมันไม่ได้รับอาการที่เพียงพอ จะสร้างความเจ็บปวดออย่างมาก ให้กับหญิงที่ต้องคำสาปเรื่องเล่าของสาวสองปาก มักจะเล่าว่า เกิดกับแม่เลี้ยงที่ทอดทิ้งลูกเลี้ยง ให้อดตาย ในขณะที่ตัวเองกินดีอยู่ดี วิญญาณของเด็กที่ตายไป จึงกลับมาล้างแค้นแม่เลี้ยงของตน?
เรื่องเล่าอีกอย่างที่แตกต่างกัน เล่าว่า คำสาปนี้จะเกิดกับผู้หญิง ที่เปลี่ยนวิธีการกินของตนเองอย่างเฉียบพลัน โดยลดปริมาณอาหารลงอย่างมาก เพราะอยากลดน้ำหนัก พยายามอดสิ่งที่ตัวเองชอบ แต่ว่าร่างกายกลับต้องการมาก จนกลายเป็นว่าตัวเองต้องคำสาป มีปากที่สองที่ควบคุมไม่ได้มาแทน
ผีญี่ปุ่นในตำนานโบราณ ภาค2
ผีญี่ปุ่นในตำนานโบราณ ภาค2
20. ผี 3 หัว?( ไมคุบิ )

มีตำนานเก่าแก่ที่ปรากฏในนิทานของชาวโมโมยามะเมื่อราวปี คศ.1200 เล่ากันว่าคืนหนึ่งมีซามูไร 3 ตนที่นิสัยไม่ดีนักได้แก่ โคซันตะ มาตะชิเงะ และอากุโกโร ทะเลาะกันอย่างดุเดือดอยุ่ริมทะเล และลงท้ายด้วยการบั่นคอของแต่ละคนจนตายกันถ้วนหน้า(บ้าดีเดือดแท้ๆลย)ตั้งแต่นั้นมาในคืนเดือนเพ้ญจะปรากฎศีรษะลุ่นๆสามหัวหรือเห็นเป็นแค่ดวงไฟ 3 ดวง ลอยหมุนติ้วเป็นวงกลม ร้องตะโกนว่า ? เป็นความผิดของเจ้านั่นแหละ ?{เชื่อกันว่าถ้าเกิดไปล้อเลียนมันเข้า มันจะตรงดื่งเข้ามาเล่นงานทันที }-*-?
มีคนคนหนึ่งที่แต่ก่อนนิสัยดีอ่อนหวานมากแต่แล้วจุ่ๆวันหนึ่งก็เปลี่ยนไปยังกะหน่ามือเป็นหลังเท้าโดยไม่มีสาเหตุ ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่า..คนคนนั้นถูกอามาโนะจากุเข้าสิง ปิศาจตัวเล็กๆตัวนี้มีนิสัยขวางโลกอย่างรุนแรง ใครว่าซ้าย ข้าจาไปขวา ใครว่าขวา ข้าจาไปซ้าย-*- น่าโมโห กวนตี… ใครว่าสีขาวข้าจาว่าสีดำ ใครจาทำไม ปิศาจตนนี้มีแต่จาเปลี่ยนคนดีให้เป็นคนเลว แต่ที่เปลี่ยนคนเลวให้เป็นคนดีขึ้นมานั้นยังไม่ปรากฏ?
ผีญี่ปุ่นในตำนานโบราณ ภาค2
ผีญี่ปุ่นในตำนานโบราณ ภาค2
21. ?อินุกามิ(เทพสุนัข)ในเกมปิศาจหัวสุนัข?

เป็นวิญญาณสุนัขที่ซื่อสัตว์ต่อเจ้านาย ซึ่ง เมื่อมันกลายเป็นอินุกามิ จะมีพลังสามารถตรวจจับวิญญาณตนอื่นได้ และบางตน ยังสามารถขับไล่วิญญาณร้ายที่อริกันได้ แต่อินุกามิก็มีความดุร้ายเช่นเดียวกับหมาป่า?เรื่องเล่าเกี่ยวกับวิธีการสร้างอินุกามิ มีได้หลายวิธี บางวิธีกล่าว ว่า วิญญาณของสัตว์เลี้ยงอันเป็นที่รัก?สามารถเรียกมา อยู่ในรูปของวิณญญาณ ผู้พิทักษ์ได้ บางเรื่องเล่ากล่าวว่า?
วิธีการสร้างอินุกามิ คือ การทำให้สัตว์เลี้ยงอันเป็นที่รัก ตายด้วยน้ำมือ ของเจ้านายที่มันไว้ใจ นำศพไปฝังไว้ที่ทางแยก?แล้วทำพิธีร่ายอาคม จะสามารถ สร้างอินุกามิที่ทรงพลัง ที่สามารถไปไหนมาไหนได้เองโดยอิสระ มีแต่องเมียวที่มีพลังสูงส่งจริงจึงจะสามารถควบคุมอินุกามิ ที่ถูกสร้างขึ้นโดยวิธีนี้ได้ วิธีการสร้างอินุกามิ อีกวิธีหนึ่ง เล่าว่า ให้ผูกสุนัขที่หิวจัดไว้ แล้ววางชามอาหารล่อไว้แต่ให้กินไมถึง เมื่อความอยากอาหารของมันขึ้นถึงขีด สุด ก็ให้ตัดหัวซะ จะได้อินุกามิที่ทรงพลัง และดุร้ายมาก?ในบางครั้งองเมียวที่เรียกอินุกามิมาใช้จู่โจมศัตรู อาจนึก เสียใจภายหลังที่สร้างอินุกามิขึ้นมา เพราะมันจู่โจมอย่างโหดเหี้ยม ไร้ความปราณี

ดังนั้นผู้ที่จะใช้อินุกามิได้เต็มประสิทธิภาพ จึงจำกัดอยู่แค่องเมียวชั้นสูงเท่านั้น คนที่พลังไม่เข้าขั้น หากจะใช้อินุ กามิ อาจต้องเสียใจภายหลัง?หรือจบชีวิตของตัวเอง เพราะอินุกามิไม่ได้ควบคุม ได้ง่ายๆ ถึงแม่ว่าจะเป็นอินุกามิที่สร้างอย่างถูกวิธี จนเป็นวิญญาณผู้พิทักษ์แต่ หากปราศจากเจ้านาย หรือได้รับการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม มันก็อาจทอดทิ้ง เจ้านาย และสามารถออกอาละวาดได้เอง?
การใช้อินุกามิ มักเป็นทางเลือกสุดท้าย ของวิชามนต์ดำเพื่อเล่นงานใครซักคนที่ไม่สามารถหาทาง อื่นเล่นงานได้แล้ว?การเรียกอินุกามิต้องการ การ บูชายัญหนึ่งชีวิต ด้วยมือของตัวเอง เมื่อหนึ่งชีวิตดับลง จะได้อินุกามิกลับมา?แต่ก็เป็นวิญญาณที่เต็มไปด้วย ความแแค้น และไม่สามารถควบคุมได้ง่ายๆ?ถ้าไม่มีการเตรียมการอย่างดี พร้อม ซึ่งไม่อาจคาดการณ์ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น?เจ้าของที่ไม่สามารถควบคุมอินุกามิได้ จะพบความยากลำบากในการกำจัดอินุกามิทิ้ง?ถึงแม้ว่าจะพยายามนำไปทิ้งที่เกาะร้าง ก็ไม่ช่วยให้รอดพ้นจากคำสาปอินุ กามิไปได้ ?ซึ่งจะทำให้เจ็บป่วยอย่างแระหลาด มีเพียงหมอมนต์ที่มีพลังเยียวยาสูงจริง จึงจะสามารถแก้คำสาปปอินุกามิได้
ผีญี่ปุ่นในตำนานโบราณ ภาค2
ผีญี่ปุ่นในตำนานโบราณ ภาค2
22.?นางแมงมุม (จูโรคุโมะ )

เชื่อกันว่าเป็นแมงมุมเพศหญิง ที่มีชีวิตติดต่อกันหลายร้อยปี ซึ่งได้ดูดเลือดคนจำนวนมากจนทำให้วิชาอาคมแกร่งกล้าข ึ้น พัฒนาเป็นนางแมงมุมในตอนกลางวันนางจะแปลงร่างเป็นผู้ หญิง สาวสวยหลอกล่อผู้ชายมาดูดเลือด?
ในอดีต โชกุนมินาโมโตะ โยริมิตสึ เกิดล้มป่วยลง รักษายังไงก็ไม่หายเสียที จึงได้เชิญหมอผีมาทำพิธีปัดเป่าวิญญาณ แต่ก็ไม่สำเร็จ ได้แต่ทนปวดหัว ไข้ขึ้น ทรมานอยู่อย่างนั้น?
กระทั่งคืนวันหนึ่ง มีพระสงฑ์รูปหนึ่ง สูงประมาณ 2 เมตรมาปรากฏตัวตรงด้านหลังโคมไฟในห้องของท่าน และย่างเท้าเข้ามาหา พร้อมกับปล่อยใยแมงมุมใส่?
โชกุนตื่นขึ้นมาพอดี จึงรีบคว้าดาบของ ฮิซาคิริมารุ ซึ่งมานอนเฝ้าไข้ ขึ้นมาฟันปีศาจตนนั้นเต็มแรง?เมื่อผู้ติดตามด้านนอกได้ยินเสียงเอะอะ ก็รีบรุดเข้ามา ทันเห็นรอยเลือดหยดอยู่ข้างโคมไฟ จึงติดตามรอยนั้นไปจนถึงเนินดินเก่า ๆ แห่งหนึ่ง?พวกเขาจึงลองขุดเนินดินนั้นดู ก็พบปีศาจแมงมุมตัวใหญ่ ผุดขึ้นมาปล่อยใยแมงมุมอีกรอบ แต่ก็โดนฆ่าตายในที่สุด?จากนั้นเป็นต้นมา ท่านโชกุนก็หายจากอาการประหลาดนี้เป็นปลิดทิ้ง และไม่เคยป่วยอีกเลยตราบสิ้นอายุขัย
ผีญี่ปุ่นในตำนานโบราณ ภาค2
ผีญี่ปุ่นในตำนานโบราณ ภาค2
23.?จิ้งจอกเก้าหาง

ในตำนานของญี่ปุ่นได้กล่าวถึงจิ้งจอกเก้าหางว่า เป็นปิศาจที่หลบหนีมาแฝงตัวอยู่ในราชสำนักของญี่ปุ่น ในรัชสมัยของจักรพรรดิ์โทบะ?หลังจากที่หลบหนีมาจากอินเดีย และจีนมาแล้ว โดยแฝงตัวมาในร่างของหญิงงามนามว่า ทามาโมะ มาเอะ พระสนมของจักรพรรดิ์โทบะ?นางทำให้จักรพรรดิ์โทบะลุ่มหลงในความงามของนาง และสุขภาพของจักรพรรดิ์โทบะก็ทุดโทรมลงทุกวัน?จึงได้มีการอัญเชิญนักพรตจากหอองเมียวมาทำพิธีปัดรัง ควาน?
พบว่าในวังมีปิศาจจิ้งจอกเก้าหางสีทองแฝงตัวอยู่ เมื่อความแตก ทามาโมะ มาเอะ?จึงได้คืนร่างเป็นจิ้งจอกสีทองตัวมหึมา มีเก้าหาง เหาะหลบหนีไปบนท้องฟ้า
กองทหารของจักรพรรดิ์โทบะได้ไล่ตามไปจนถึงที่ราบสูงน าสุ และต่อสู้กับปิศาจจิ้งจอกเก้าหาง และสามารถสยบจิ้งจอกเก้าหางลงได้?กลายเป็นหินเซ็ทโชเซกิ ซึ่งกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อแห่งหนึ่งของญี ่ปุ่นมาจนปัจจุบันนี้?มักเกิดความสับสนในผู้ที่เริ่มต้นศึกษาซึ่งเอาต ำนานของปีศาจจอกเก้าหางมารวมกับตำนานของเทพเจ้าแห่งจิ้งจอก อินาริ ( Inari หรือ Oinari) ซึ่งแท้จริงเป็นคนละอย่างกัน