แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผีไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผีไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ผีนางตะเคียน


                     

ผีนางตะเคียน ตำนานความเชื่อเรื่องนางตะเคียน

นางตะเคียน เป็นผีตาม ตำนานพื้นบ้านของไทย เป็นผีผู้หญิง สิงสถิตอยู่ในต้นตะเคียนบริเวณผืนป่าที่ผีนางตะเคียนสิงสู่อยู่จะสะอาด สะอ้านเหมือนมีคนมาปัดกวาดอยู่เสมอๆ ก็คงเหมือนกับคนอยู่บ้านต้องออกมาปัดกวาดหน้าบ้านตัวเองให้สะอาดอยู่ตลอด เวลานั่นเอง

นางตะเคียนมักมีรูปร่างหน้าตาสะสวย หมดจดงดงาม ผมยาว ห่มสไบ ใส่ผ้าถุง บางที่ก็ว่าแต่งตัวเหมือนสาวบ้านป่าทั่ว ๆ ไป ผีนางตะเคียนมักจะเป็นจำพวกหวงที่อยู่ และจะดุร้ายมากหากใครคิดจะรุกรานที่อยู่ของตน

ผู้คนที่มีความเชื่อ เรื่องนี้ มักเชื่อว่าต้นตะเคียนมักมีผีนางตะเคียนสิงอยู่ การจะนำเอาต้นตะเคียนมาขุดเป็นเรือ (เรือสมัยก่อนใช้วิธีขุดขึ้นจากต้นไม้ทั้งต้น) หรือนำไม้ตะเคียนมาสร้างบ้าน จำเป็นจะต้องทำพิธีบวงสรวงขออนุญาตจากนางตะเคียนก่อน ทั้งนี้ เมื่อต้นตะเคียนที่ถูกนำ มาแปรสภาพเป็นยานพาหนะ หรือสิ่งปลูกสร้างแล้ว นางตะเคียนที่สิงสถิตอยู่ในต้นตะเคียนนั้นก็จะเปลี่ยนแปลงสถานะตามไปด้วย เช่น ถ้าเป็นเรือ นางตะเคียนก็จะกลายเป็นแม่ย่านางเรือ เป็นต้น

วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2557

รวมเรื่องเล่าน่ากลัว สยองขวัญเฮี้ยน

ผีตายโหง

ผีตายโหง
ผีประเภทนี้ทำให้คนขวัญอ่อนหวาดหวั่นขวัญสยองเป็นที่สุด เพราะเป็นผีที่ไม่ได้เจ็บป่วยตาย หรือตายเพราะแก่เฒ่า แต่ตายเพราะอุบัติเหตุ เช่น รถชนกัน เรือล่ม โดนยิง โดนฟัน หรือโดนระเบิดตูมเดียวตัวไปทาง หาง…เอ๊ย! หัวไปทาง
รวมทั้งการฆ่าตัวตาย ไม่ว่าผูกคอตาย ยิงตัวตาย กระโดดตึกตาย ฯลฯ ทำอะไรก็ได้เพื่อให้ตัวเองตายๆ ไปซะที จะได้ไปเกิดใหม่ที่ไม่ต้องลำบากลำบนหรือทนทุกข์ทรมานเหมือนชาตินี้…เรียก ว่าผีตายโหงทั้งนั้นเลย!
เชื่อกันฝังหัวมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ ว่าผีตายโหงนั้นดุร้ายสาหัสนัก เพราะตายทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงคราวตาย จิตวิญญาณยังผูกพันอยู่กับความหลัง หรือคนที่ตัวรักและห่วง ใย รวมทั้งผู้ที่ตัวเกลียดชังคั่งแค้นด้วย…นิยมปรากฏกายหลอกหลอนเอาดื้อๆ สารพัดรูปแบบ
แต่ที่แน่ ๆ ก็คือทำให้คนที่โดนหลอกวิ่งป่าราบ หรือเผ่นแน่บแทบตับทรุด…บางคนเรอได้เอิ๊กเดียวแล้วเป็นลม สลบคาที่ อาการหนักกว่านั้นก็หัวใจวายไปเลย

วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ประวัติผี นางตานี


ผีนางตานี เป็นผีผู้หญิงของไทยอีกประเภทหนึ่ง คล้ายกับผีตะเคียน แต่ผีตานีจะสิงอยู่ในต้นกล้วยตานี ผีตานีนั้นได้ชื่อว่าเป็นที่ผู้หญิงที่มีความสวยงดงาม ผมยาว นุ่งผ้าสไบสีเขียวอ่อน นุ่งโจงกระเบนสีเขียวอ่อน กลิ่นกายจะหอมคล้ายกับดอกกล้วย แต่ไม่ใช่ในต้นตานีจะมีผีตานีสิ่งอยู่ทุกต้น ซึ่งผีตานีนั้นมักจะชอบหลอกล่อผู้ชายเอาไปเป็นสามี

ผีตานีนั้นยังขึ้นชื่อเรื่องของความหึงหวงที่รุนแรง หากชายหนุ่มคนใดเคยมีอะไรกับผีนางตานีแล้ว ไปมีสัมพันธ์กับผู้หญิงคนอื่น ผีนางตานีจะตามไปหักคอชายหนุ่มคนนั้นทันที ต้นกล้วยตานีจึงเป็นข้อห้ามไม่ให้ปลูกในบ้านเด็ดขาด หรือหากว่ามีการเกิดของต้นกล้วยตานีในบริเวณบ้าน เมื่อกล้วยตานีถึงคราวออกปลี ก็จะมีพิธีพลีพรายตานี ซึ่งเครื่องพลีจะประกอบไปด้วย หัวหมู เครื่องบายศรี อาหารคาวหวาน ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว ข้าวตอก ดอกไม้ ธุปเทียน น้ำหอม แป้งแก่นจันทร์ มีการนำแหวนและสร้อยทองคำไปคล้องที่ปลีกล้วยเพื่อเป็นเครื่องประดับให้กับนางตานี และผ้าแพรต่างๆนำเอาไปพันรอบต้นกล้วยตานี พร้อมกับกราบไหว้ขอให้ผีนางตานีช่วย ปกปักษ์รักษาสมาชิกทุกคนในบ้าน ให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข มีลาภมหาศาล บางแห่งอาจจะมีการนำพระสงฆ์ หรือหมอผีมาทำพิธีร่วมด้วย

เชื่อกันว่าปลีกล้วยตานีที่มีผีนางตานีสิงสถิตย์อยู่นั้น มีฤทธิ์ทางเมตตามหานิยม  วิธีใช้ก็เพียงนำเอาปลีกล้วยมาตากแดดให้แห้งแล้วบดให้เป็นผง นำไปใช้ผสมเป็นแป้งผัดหน้า หรือ ผสมในสีผึ้งทาริมฝีปากดีนักแล

และเมื่อทำพิธีพลีพรายตานี แล้วต้นกล้วยเกิดมีปลีออกมาที่กลางต้น ก็จะถือว่ามีผีตานีสิงสถิตย์อยู่อย่างแน่นอน หนุ่มโสดที่นิยมการเล่นไสยาสตร์ก็จะ เข้าไปทำพิธีเซ่นไหว้ แล้วจะไปที่ต้นกล้วยตานีในเวลากลางคืนทุกคืน พอไปถึงก็จะทำการเกี้ยวพรายนางตานี ทุกคืนจนกว่านางตานีจะใจอ่อนและเห็นอกเห็นใจ จากนั้นจะเอามีดแอนโคนกล้วยออกมาก้อนนหนุ่ง พร้อมกับแกะสลักเป็นรูปผู้หญิง เมื่อนำกลับมาบ้านก็ให้ทำการเซ่นไหว้ทุกเช้าเย็น  ทำอย่างนี้ทุกวัน พรายนางตานีจะปรากฏออกมาให้เห็นในความฝัน พร้อมกับยอมเป็นเมียของชายหนุ่มผู้นั้น เมื่อชายหนุ่มได้นางตานีเป็นเมียแล้ว จะไม่สามารถมีผู้หญิงคนอื่นได้ แต่หากอยากจะมีเมียจริงต้องทำการขออนุญาตจากผีนางตานีก่อน

คนโบราณเชื่อกันว่าคนที่ได้ผีนางตานีเป็นเมีย มักจะเป็นคนอายุสั้นจะต้องมีอันเป็นไป เพราะผีตานีจะดูดพลังชีวิตของชายคนนั้นออกไปเรื่อยๆจนเสียชีวิต

ตำนานผีกระหัง

ตำนานผีกระหัง

หากพูดถึงผีที่อยู่คู่กับผีกระสือ คงจะไม่มีใครไม่รู้จักแน่นอน นั้นก็คือผีกระหัง ซึ่งก็มีตำนานความน่ากลัว และในอดีตเล่าต่อๆ กันว่าผีกระหังมีอยู่จริงในภาคอีสานของบ้านเรา วันนี้เรามารู้จักตำนานผีกระหังกัน
ผีกระหัง
ผีกระหัง
ผีกระหัง ตามความเชื่อพื้นบ้านมีลักษณะเป็นผีผู้ชาย ที่มีอุปนิสัยคล้ายกับกระสือ สามารถบินได้ โดยใช้กระด้งฝัดข้าวลักษณะคล้ายปีกโผบิน และนั่งบนสากตำข้าวควบคู่กัน จริงๆ แล้วตามความเชื่อการที่จะเป็นกระหังได้นั้นไม่ยาก การเป็นกระหังเกิดจาก การผิดครู คือ ผิดคำที่สัญญากับครู(อาจารย์ทางเวทมนต์)เช่น ต้องห้ามกินอาหารที่เป็นบวบ ห้ามเดินลอดสะพาน การผิดครูจะทำให้เกิดเป็นกระหังประเภทหนึ่งนั้นเอง

วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ผีปอบ

 
ผีปอบ " มีต้นกำเนิดมาจากผู้ที่มีวิชา ไสยศาสตร์ มนต์ดำจนแก่กล้า สามารถใช้อำนาจอัน
เข้มขลังจากเวทมนตร์คาถาไปกระทำร้ายหรือทำลาย ชีวิตผู้อื่นได้ เช่น ทำ เสน่ห์ยาแฝด ฝังรูปฝังรอยเสกหนังควาย เสกตะปู
เข้าท้อง หรือใช้มนตราบังคับวิญญาณ ภูตผีไปเข้าสิง วิชาไสยศาสตร์เหล่านี้มีข้อห้าม ข้อปฏิบัติกำกับอยู่ด้วย ผู้ที่มีวิชาอาคม
ทาง ไสยศาสตร์ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงระบุว่า เป็นเดียรฉานวิชา จะต้องระวังไม่ให้ละเมิดข้อห้าม ข้อปฏิบัติโดยเด็ดขาด
หากกระทำผิดข้อห้าม ชาวอีสานจะเรียกกันว่า "คะลำ" จะเกิดโทษหนักในข้อ"ผิดครู" วิญญาณ บรมครู จะลงโทษ ให้กลายเป็น
ปอบ หรืออีกประการหนึ่งของผู้ที่กลายเป็นปอบก็คือ เล่นคาถาอาคมอย่างคลั่งไคล้ และใช้ความขลังแห่งวิชา มนต์ดำไปทำลาย ทำร้ายผู้อื่นอย่างไม่กลัว บาปกลัวกรรมกระทำชั่วเป็นอาจิณกรรม กระทั่งถูกอาถรรพณ์ของไสยเวทย์ย้อนกลับมาเข้าตัวเอง
กลายเป็นปอบไป ในที่สุด

"ผีปอบ" ยังแบ่งออกเป็นหลายประเภท เช่น "ปอบ ธรรมดา" หมายถึง คนที่มีปอบสิงอยู่ในร่าง
( คือตนเองเป็นปอบ ) เมื่อคนประเภทนี้ตายไป ปอบที่สิงสู่อยู่ก็จะตายตามไปด้วย
"ปอบเชื้อ" หมายถึง ครอบครัวใดพ่อแม่เป็นปอบเมื่อพ่อแม่ตายไปลูก หลานก็จะสืบทอดให้เป็นปอบ
ต่อไป อีกประการหนึ่งเป็นกรรมพันธุ์ไม่ว่า จะเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตาม เรียกว่าเป็นปอบต่อเนื่องกันไปไม่รู้จบ
"ปอบแลกหน้า" หมายถึง ปอบเจ้าเล่ห์ถนัดเอาความผิดไปโยนให้ผู้อื่น กล่าวคือ เวลาไปเข้า สิงใคร
เมื่อถูกสอบถามว่ามีผู้ใดเลี้ยงหรือบังคับ ปอบ จะไม่บอกความจริงหากไปกล่าวโทษว่าเป็นคนนั้นคนนี้ โดยที่ผู้ถูกระบุชื่อ ไม่รู้เรื่อง รู้ราวอะไรเลย ปอบกักกึก (กึก ภาษาอีสานแปลว่า "ใบ้") หมายถึง ปอบ
ที่ไม่ยอมพูดอะไรเวลามีคน ถาม จนกว่าญาติพี่น้องจะไปตามหมด ผีมาขับไล่ จึงจะยอมเปิดปากพูดว่าตนเป็นปอบของใครมีใครใช้ให้มา เข้าสิง

ประวัติผีกระสือ


ประวัติผีกระสือ

ในอดีตเคยมีความเชื่อกันว่า กระสือ คือ ภูตชนิดหนึ่ง วิบากกรรมที่ทำให้เป็นภูต ตอนเป็นมนุษย์หากินทางมิชอบ คือ หลอกลวงต้มตุ๋นเพื่อนมนุษย์ เช่น นำของปลอมมาหลอกขายเป็นของจริง หรือของโบราณ ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายก็ตาม ตายแล้วก็จะไปเป็นเปรตก่อน มีความหิวโหยมาก ชอบกินของบูดของเน่า เพราะวิบากกรรมมีพฤติกรรมสกปรก โลภอยากได้ทรัพย์ของผู้อื่นในทางมิชอบ พ้นสภาพจากเปรต หากกรรมยังไม่หมดก็จะมาเกิดเป็นภูต จะกินได้เฉพาะของสกปรก ของคาว ของเน่าเหม็น โดยจะเข้าสิงได้เฉพาะบุคคลที่มีวิบากกรรมเหมือนที่ตัวเองเคยทำตอนเป็นมนุษย์ มันถึงจะดูดไปหากันได้ ไม่ใช่อยากเข้าสิงใครก็สิง
ทั้งนี้ภูตมีลักษณะรูปร่างคล้าย ๆ ผี แต่มีฤทธิ์มากกว่า คือสามารถแปลงกายเป็นสัตว์ได้ แต่ผีแปลงกายไม่ได้ ภูตบางตนแปลงได้มาก บางตนแปลงได้น้อย บางภูตแปลงได้ 2 อย่าง 3 อย่าง 4 อย่าง บางภูตแปลงได้แค่เป็นหมาดำตัวใหญ่ บางภูตแปลงเป็นงูได้ เป็นต้น ซึ่งภูตจะมีชีวิตสิงมนุษย์อยู่เหมือนกาฝากที่ติดตามต้นไม้ต่าง ๆ ยิ่งอยู่นานไปก็จะยึดทั้งร่างกายและจิตใจของมนุษย์นั้น เหมือนกาฝากที่ขยายขึ้นคลุมต้นไม้ พวกนี้จะชอบที่มืด ไม่ชอบแสงสว่าง แต่ไม่มีหัวและไส้ตามที่เข้าใจ จะถอดจิตของเจ้าของร่างออกขณะเจ้าของร่างนอนหลับ เมื่อถอดไปแล้วเจ้าของร่างก็ไปไหนไม่ได้ จะเห็นเป็นดวงไฟสว่างเป็นสี ๆ ส่วนใหญ่ก็จะมีสีเหลือง สีแดง สีเขียว สีส้ม ลอยขึ้น ๆ ลง ๆ เพื่อหาอาหาร ดวงนั้นก็คือดวงจิตของมนุษย์ที่มีวิบากกรรม แล้วถูกบังคับให้ออกมา โดยภูตจะหุ้มดวงจิตนั้นไว้ ซึ่งมนุษย์จะเห็นแค่เพียงดวงลอยไปเท่านั้น แต่มองไม่เห็นตัวภูต
เช่นเดียวกัน กระสือ ก็ชอบกินของสกปรก ของคาว ของเหม็นเน่า เวลากินก็ต้องแปลงร่างเป็นภูตก่อน มีรูปร่างคล้าย ๆ คน ผอม ๆ ดำ ๆ น่าเกลียด ไม่นุ่งผ้า แต่คนจะมองเห็นแค่ดวง แต่ตัวก็จะแปลงพรึบขึ้นมาเลย มันจะกึ่งหยาบ กึ่งละเอียด แล้วก็กินของเน่าสกปรกด้วยความเอร็ดอร่อย เพราะวิบากกรรมบังคับ กินเสร็จแล้วจะมาเช็ดปากกับเสื้อผ้าที่ชาวบ้านตากทิ้งไว้ค้างคืน แล้วทิ้งร่องรอยสกปรกไว้ มีความเชื่อว่าถ้าเอาผ้าที่ผีกระสือเช็ดปากไปฟาดที่บันไดจะทำให้คนที่เป็น กระสือเกิดปากบวมบ้าง หรือเอาผ้าไปต้มให้ปวดแสบปวดร้อน
แต่ก็มีบางประวัติกล่าวว่า ผีกระสือจะสิงเด็ดขาดในผู้หญิง เวลากลางวันจะมีร่างเหมือนหญิงทั่วไป มีพฤติกรรมแปลก ๆ คล้ายคนป่วย แต่ตกกลางคืนดึก ๆ วิญญาณร้ายที่สิงอยู่ในส่วนลึกของจิตใจจะบีบเค้นให้ศีรษะและอวัยวะภายในหลุด ออกจากร่าง ลอยออกไปล่าเหยื่อกินวัวควายและสัตว์เล็ก ๆ ประเภทกบเขียดแต่มักจะหลบคนและไม่ทำร้ายคนนอกจากจะจนมุมแล้ว ชอบกินเครื่องในโดยเฉพาะไส้แบบสด ๆ จากนั้นจะไปเช็ดปากตามผ้าที่ตากไว้ตามบ้านต่าง ๆ
นอกจากนั้น ผีกระสือชอบกินอีกอย่าง คือ อุจจาระ เนื่องจากคนสมัยก่อนจะไม่มีส้วม แต่จะขุดหลุมใช้เป็นส้วมชั่วคราว ทำให้ผีกระสือสามารถไปกินอุจจาระได้ง่าย จนชาวบ้านทนไม่ไหวต้องให้หมอผีมาปราบ แต่การปราบกระสือนั้นไม่สามารถไล่ออกจากร่างของเหยื่อเคราะห์ร้ายได้ เพราะวิญญาณนั้นได้หยั่งลึกลงในใจของคน ๆ นั้น ฉะนั้น การปราบกระสือก็เท่ากับต้องฆ่าคน ๆ นั้นไปเลย
ลักษณะ พิเศษอีกอย่างของกระสือคือจะมีดวงไฟวูบวาบอยู่ที่หัวใจ เชื่อกันว่านั่นคือวิญญาณที่สิงอยู่ในตัวของคนเคราะห์ร้าย เมื่อ มองจากที่ไกลๆ จะเห็นเป็นดวงไฟเขียว ๆ ส่องแสงสลัว ๆ ในความมืด ผีกระสือนั้นมีความรอบคอบพอดู เพราะเมื่อออกจากร่างไปหากิน เขาจะคาบผ้าห่มมาคลุมร่างไร้หัวของเขาไว้ก่อนไป ร่างของเขานั้นจะไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ พูดตรง ๆ ก็คือจะกลายเป็นศพอยู่ขณะหนึ่ง ไม่มีความรู้สึกนึกคิดเพราะอวัยวะภายในหลุดออกไปหมดแล้ว ร่างนั้นจะสงบนิ่งอยู่จนกว่าเขาจะกลับมาเข้าร่างเดิม
ตำนานกระสือ
ผู้เฒ่าผู้แก่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ “ผีกระสือ” ไว้ว่า ผีตัวนี้มีมาตั้งแต่โบราณ เป็นผีผู้หญิงที่ยามปกติใช้ชีวิตปะปนกับผู้อื่นในสังคม เกลียดกลัวแสงแดด แต่ตกดึกจะถอดหัวกับไส้ออกจากร่างไปหากิน โดยปรากฏเป็นแสงไฟสีเขียว ๆ ที่ล่องลอยจากฟากฟ้ายามค่ำคืน ของที่ผีพวกนี้ชอบกินคือของเน่าเสียหรือสิ่งปฎิกูลต่าง ๆ และมีอีกอย่างที่กระสือชอบกินเป็นพิเศษคือ “รกเด็ก”
สมัยโบราณเมื่อบ้านใดมีหญิงตั้งครรภ์ ชาวบ้านมักจะเชื่อกันว่ากระสือจะต้องไปที่บ้านหลังนั้นเพื่อกินรกเด็กอย่าง แน่นอน จึงมักนำปลายไม้ไผ่แหลม ๆ หรือสิ่งของมีคมต่าง ๆ มาล้อมไว้รอบ ๆ บ้าน เพราะเชื่อกันว่าเป็นสิ่งที่กระสือกลัวและเกลียดมากที่สุดคือ เพราะเมื่อใดที่กระสือนั้นเข้าไปใกล้สิ่งของแหลม ๆ เหล่านั้น ไส้อันระโยงระยางของมันจะไปเกี่ยวกับไม้ และเป็นการยากที่จะออกได้
การสืบสายพันธ์
กระสือสืบทอดทายาทโดยการให้ผู้ที่ตนเองต้องการจะให้เป็นทายาทกิน น้ำลายของมันเอง และแล้วบุคคลผู้นั้นก็จะค่อย ๆ ซึมซับความเป็นกระสือไปทีละน้อย จนนานวันเข้ากลายเป็นทายาทกระสือไป ปัจจุบันไม่มีข้อมูลว่ามีผู้พบเห็นผีตัวนี้อยู่หรือไม่ หรือกระสืออาจจะหายไปกับวัฒนธรรมวิถีชาวบ้านที่ถูกกระแสกาลเวลาเปลี่ยนไป…
ผีกระสือในต่างแดน
ในแถบมาเลเซียยังมีเรื่องของผีที่มีลักษณะคล้ายกระสือของไทย ซึ่งผีกระสือของมาเลเซียมีชื่อเรียกว่า “ฮันตูปินังกาลัน” โดยมีเรื่องเล่าว่า ครอบครัวหนึ่งประกอบไปด้วย พ่อ แม่ ลูก วันหนึ่งในตอนกลางคืน ผู้เป็นพ่อได้ออกไปธุระข้างนอกบ้าน ผู้เป็นแม่ปิดประตูอยู่ในห้อง แล้วนางก็หยิบเอาขวดน้ำมันมนต์มาทารอบคอ สักพักหัวกับตัวของนางก็แยกออกจากกันโดยมีตับไตไส้พุงห้อยติดออกมาด้วย เวลาที่ออกหากินจะเห็นเป็นแสงสีเหลือง และมีเสียงชู่ ๆ ดังอยู่ตลอดเวลา เพื่อที่จะขับไล่สัตว์เล็กสัตว์น้อยที่จะเข้ามายุ่งกับพวงไส้ของนาง
ผู้เป็นลูกได้แอบเห็นดังนั้น จึงลองเอาน้ำมันมนต์ของแม่มาลองทาดูบ้าง ขณะที่หัวกำลังจะแยกออกจากตัว เด็กน้อยเกิดกลัวจนร้องโวยวายออกมาว่า “ช่วย ด้วย! หัวของฉันกำลังจะหลุดออกจากตัวแล้ว”< จนชาวบ้านละแวกนั้นได้ยินกันทั่ว แต่ไม่มีใครกล้าเยี่ยมหน้าเข้ามาให้ความช่วยเหลือ จนกระทั่งหัวของผู้เป็นแม่ลอยกลับมา เสียงร้องโวยวายก็เงียบลง หลังจากวันนั้นครอบครัวนี้ก็ย้ายหนีไป และไม่มีใครได้พบเห็นอีกเลย

ตำนาน นางนาค

....
.ประวัติแม่นาคที่ทำเป็นภาพยนตร์
มีสามีภรรยาหนุ่มสาวคู่หนึ่ง อาศัยอยู่ด้วยกันที่ย่านพระโขนง สามีชื่อนายมาก
ส่วนภรรยาชื่อนางนาค  ทั้งสองใช้ชีวิตคู่ร่วมกันจนนางนาคตั้งครรภ์อ่อน ๆ
นายมากก็มีหมายเรียกให้ไปเป็นทหารประจำการที่บางกอก นางนาคจึงต้องอยู่ตามลำพัง
เวลาผ่านไป ท้องของนางนาคก็ยิ่งโตขึ้นเรื่อยๆ จนครบกำหนดคลอด
หมอตำแยก็มาทำคลอดให้ ทว่าลูกของนางนาคไม่ยอมกลับหัว และคลอดออกมาตามธรรมชาติ
ยังผลให้นางนาคเจ็บปวดเป็นยิ่งนัก และในที่สุดนางนาคก็ทานความเจ็บปวดไว้ไม่ไหว
สิ้นใจไปพร้อมกับลูกในท้อง กลายเป็นผีตายทั้งกลม
หลังจากนั้นศพของนางนาคได้ถูกนำไปฝังไว้ยังป่าช้าท้ายวัดมหาบุศย์
ส่วนนายมากเมื่อปลดประจำการก็กลับจากบางกอกมายังพระโขนงโดยที่ยังไม่ทราบ
ความว่าเมียของตัวได้หาชีวิตไม่แล้ว นายมากกลับมาถึงในเวลาเข้าไต้เข้าไฟพอดี
จึงไม่ได้พบชาวบ้านเลย เนื่องจากบริเวณบ้านของนางนาค หลังจากที่นางนาคตายไปก็ไม่มีใครกล้า
เข้าใกล้เพราะกลัวผีนางนาคซึ่งต่างก็ เชื่อกันว่าวิญญาณของผีตายทั้งกลมนั้นเฮี้ยน
และมีความดุร้ายเป็นยิ่งนัก
ครั้นเมื่อนายมากกลับมาอยู่ที่บ้าน นางนาคก็คอยพยายามรั้งนายมากให้อยู่ที่บ้านตลอดเวลา
ไม่ให้ออกไปพบใคร เพราะเกรงว่านายมากจะรู้ความจริงจากชาวบ้าน นายมากก็เชื่อเมีย
เพราะรักเมีย ไม่ว่าใครที่มาพบเจอนายมากจะบอกนายมากอย่างไร นายมากก็ไม่เชื่อว่าเมียตัวเองตายไ
ปแล้ว จนวันหนึ่งขณะที่นางนาคตำน้ำพริกอยู่บนบ้าน นางนาคทำสากตกลงไปใต้ถุนบ้าน
ด้วยความรีบร้อน นางจึงเอื้อมมือยาวลงมาจากร่องบนพื้นเรือนเพื่อเก็บสากที่อยู่ใต้ถุนบ้าน
นายมากขณะนั้น บังเอิญผ่านมาเห็นพอดี จึงปักใจเชื่ออย่างเต็มร้อย
ว่าเมียตัวเองเป็นผีตามที่ชาวบ้านว่ากัน